พงษ์ อิงคสิทธิ์ นักธุรกิจและนักการตลาดรุ่นใหญ่

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์มเกท เรียลตี้ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮัสกี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และส่งออกสินค้า กระเป๋าแฟชั่น กระเป๋าเดินทาง และกระเป๋าสไตล์ลำลองธุรกิจ ที่สามารถสร้างตราสินค้าไทยอย่างกระเป๋าแบรนด์ “ฮัสกี้ส์” (Huskies) จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ศาสตร์การสร้างธุรกิจ

พร้อมย้อนมาที่ธุรกิจกระเป๋าแบรนด์ฮัสกี้ส์ซึ่งต่อยอดจากพื้นฐานกิจการโรงงานของครอบครัว โดยมีจุดเปลี่ยนเริ่มขึ้นในปี 2539 หรือราว 20 ปีก่อน ด้วยในเวลานั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตฟองสบู่และกระทบยังโรงงานผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โชคดีตรงที่โรงงงานของที่บ้านสามารถปรับตัวได้ก่อน ด้วยมองเห็นแต่แรกว่าผู้ผลิตจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะการใช้คุณภาพสินค้าควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ตัวเอง และเป็นที่มาธุรกิจกระเป๋าแบรนด์ฮัสกี้ส์ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจของตัวเองนั้น พงษ์ ได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงการตลาดตามสายงานที่เรียนมา ด้านบริหารธุรกิจการตลาดจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยทำงานให้กับบริษัทตัวแทนโฆษณาแห่งหนึ่ง ดูแลลูกค้าหลากหลายธุรกิจ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การวางแผนธุรกิจ ใช้การตลาดสร้างแบรนด์สินค้า กระทั่งย้ายมาดูแลการตลาดและสร้างแบรนด์ให้กลุ่มธุรกิจวังเพชรบูรณ์ เจ้าของโครงการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (ปัจจุบันได้เปลี่ยนนายทุนและปรับชื่อเป็นศูนยืการเซ็นทรัลเวิลด์)

จากนั้นได้มารับงานบริหารภาพลักษณ์และกำหนดตำแหน่งทางการตลาดใหม่ให้กับสินค้าเวชสำอางแพนคอสเมติก โดยใช้การตลาดครบวงจรมาเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ให้สินค้าฮิตติดตลาด กระทั่งได้เปลี่ยนแนวทางมาจับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมสร้างเบรนด์วิสกี้ต่างประเทศอย่าง Remy Martin จนเป็นที่รู้จักในตลาดเมืองไทย และสร้างมาร์เก็ตแชร์ได้ตามเป้าหมาย

ทั้งหมด พงษ์ บอกว่า เป็นการสั่งสมประสบการณ์ด้านการตลาดและสายสัมพันธ์ (คอนเนกชั่น) ที่ได้มามากพอสมควรก่อนจะหันมาลงมือสร้างแบรนด์ธุรกิจของตัวอย่างอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

ลากกระเป๋า เข้าอสังหาริมทรัพย์

นอกจากการจะเป็นนักธุรกิจและนักการตลาดที่สร้างแบรนด์กระเป๋าฮัสกี้ส์ จนติดตลาดทั้งในและต่างประเทศแล้ว ปัจจุบัน พงษ์ อิงคสิทธิ์ ยังมองเส้นทางธุรกิจใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ด้วย ในฐานะผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ The Melanie Bangkok ที่ตั้งอยู่บนถนนจันทน์ใกล้ใจกลางย่านธุรกิจสาทร-สีลม ด้วยมูลค่าโครงการร่วม 500 ล้านบาท

สำหรับการเข้ามาในธุรกิจอสังหาฯ ครั้งนี้ เขาแชร์ไอเดียในการทำธุรกิจได้อย่างน่าสนใจถึง “โอกาสธุรกิจอยู่รอบตัวเราและในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ซึ่งการเป็นนักธุรกิจนั้น เมื่อเราเห็นโอกาส ก็อดไม่ได้ที่จะลงมือทำ”

พงษ์ เสริมว่า การก้าวเข้ามาเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจอสังหาฯ นั้น อย่างแรกคือ ตัวเองจะต้องมีความรู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญก่อนเริ่มต้นทำ ด้วยเชื่อว่าการทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่จะต้องรู้จริงในธุรกิจนั้น โดยเข้าใช้ประสบการณ์จากการทำกิจการผลิตกระเป๋าฮัสกี้ส์มาเป็นวีซ่าเดินทางเข้าสู่ธุรกิจใหม่ และเป็นหลักการเดียวกับการเข้ามาบุกธุรกิจพัฒนาที่ดินโครงการแรกของเขา

สำหรับโครงการดังกล่าว เขาเองได้ลงพื้นที่สำรวจอย่างละเอียดในทำเลที่จะขึ้นโครงการ ซึ่งสิ่งที่พบคือ ศักยภาพทำเลมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะถนนจันทน์แม้จะไม่ใช่สุดยอดทำเลทองใจกลางธุรกิจ แต่ก็เป็นย่านพักอาศัยที่ใกล้แหล่งธุรกิจชั้นนำย่านถนนสาทร-สีลมมากที่สุด ผู้อยู่อาศัยบนถนนจันทน์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการหลากหลายประเภท รวมทั้งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการค้า โดยนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้ ต่างส่งผ่านกิจการครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมายังลูกหลานซึ่งเป็นคนยุคใหม่ แต่ยังอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่เพื่อดูแลกิจการ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ The Melanie Bangkok

เมื่อได้ทำเลและการศึกษาตลาดเพื่อหากลุ่มเป้าหมายแล้ว ถัดมาคือการสร้างคอนเซ็ปต์สินค้าในลักษณะเดียวกับการสร้างแบรนด์ฮัสกี้ส์ คือ การทำสินค้าที่ดีมีคุณภาพและความแตกต่าง ตรงกับความต้องการของลูกค้า ที่ยังหยิบเรื่องความเป็นส่วนตัวสูงสุดในการอยู่อาศัยใกล้ใจกลางย่านธุรกิจด้วย และสอดคล้องกับมูลค่าการลงทุน

โดยโครงการดังกล่าวมีพื้นที่ขนาด 1.36 ไร่ วางแนวคิดการพัฒนาโครงการที่มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก คือ กลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนที่ทำธุรกิจการค้าในย่านถนนจันทน์-สาทร-สีลม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยใจชุมชนดั้งเดิมและต้องการที่อยู่อาศัยในย่านเดียวกัน ที่ปัจจุบันย่านชุมชนนี้มีการขยายตัวทางธุรกิจใหม่ๆ ของผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่มากขึ้น หรือที่เรียกว่า มินิ ไชน่าทาวน์ โดยยูนิตพื้นที่เล็กที่สุดของโครงการเริ่มที่ 35 ตารางเมตร แต่การออกแบบให้มีเบย์ วินโดวส์ เพิ่มความโปร่ง ราคาเริ่มต้น 3.8 ล้านบาท

พงษ์ ทิ้งท้ายผ่านมุมมองตลอดการทำงานที่ผ่านมาของเขาว่า สภาพเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการที่จะเริ่มธุรกิจแต่อย่างใด

“ผมมองว่าอยู่ที่ความพร้อมของตัวเองมากกว่า คุณรู้ในสิ่งที่คุณจะทำมากพอหรือยัง คุณเห็นโอกาสที่จะทำให้มันเติบโตหรือไม่ คุณมีเงินพอจะรับความเสี่ยงที่น่าจะเกิดขึ้นในระดับใด และคุณเห็นคนที่จะเป็นลูกค้าของคุณชัดเจนหรือยัง ถ้ามีพร้อมที่พูดมา คุณทำธุรกิจได้”