“สภาพเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยในการเริ่มธุรกิจ มันอยู่ที่คุณรู้ในสิ่งที่คุณจะทำมากพอหรือยัง
       คุณเห็นโอกาสที่จะทำมันให้เติบโตหรือไม่ คุณมีเงินทุนพอจะรับความเสี่ยงที่น่าจะเกิดขึ้นในระดับใด
       คุณเห็นคนที่จะเป็นลูกค้าของคุณชัดเจนหรือยัง ...ถ้ามีพร้อมที่พูดมา คุณทำธุรกิจได้แน่”

       
พงษ์ อิงคสิทธิ์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ
        บริษัท ไพร์มเกท เรียลตี้ จำกัด เจ้าของโครงการ Melanie Bangkok

       
       จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนักธุรกิจมากความสามารถ “พงษ์ อิงคสิทธิ์” กำลังเพ่งมองเส้นทางธุรกิจใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์กับแนวคิดสุดล้ำพัฒนาคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ โครงการเมลานี แบงคอก (Melanie Bangkok) บนถนนจันทน์ ใกล้ใจกลางย่านธุรกิจสาทร-สีลม
       
       พงษ์ นักการตลาดชั้นนำของไทยผู้ปั้นแบรนด์ฮัสกี้ส์ (Huskies) สินค้าไทยที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เขามีความเชื่อมั่นในการสร้างแบรนด์โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร เขาประสบความสำเร็จมาแล้วกับการสร้างแบรนด์ฮัสกี้ส์ โดยใช้เวลาเพียง 5 ปีหลังการก่อตั้งบริษัท ฮัสกี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2539 โดยเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และส่งออกสินค้ากระเป๋าแฟชั่น และกระเป๋า ภายใต้แบรนด์ “ฮัสกี้ส์” (Huskies)
       
       Key to success ในการสร้างแบรนด์ฮัสกี้ส์ ให้ฮิตติดตลาด คือ การใช้หลักบริหารการตลาด สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งอยู่ที่ตัวสินค้า (Product) พงษ์ บอกว่า “สินค้าต้องมีดีในตัวเองก่อน ดีในที่นี้หมายถึง มีคุณภาพที่ดี มีประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย และมีดีไซน์ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น จากนั้น คุณจะคิด และมองได้ขาดว่า แบรนด์สินค้าที่จะติดอยู่ในใจผู้บริโภคต้องมาจากคุณภาพนั่นเอง” จากคำพูดชุดนี้ จึงชี้ชัดได้ว่า ในทุกกระบวนการทำงานของเขา เรื่องของ “คุณภาพ” ต้องมาก่อนเสมอ
       
       จากธุรกิจกระเป๋าเข้าสู่วงการอสังหาฯ
       
       ในฐานะนักธุรกิจมากประสบการณ์ พงษ์ อิงคสิทธิ์ ซีอีโอ ธุรกิจกระเป๋าแฟชั่นและกระเป๋าเดินทาง มีความเชื่อว่า “โอกาสธุรกิจมีอยู่รอบตัว” เขาผ่านประสบการณ์ทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง ทั้งการทำงานบริษัทโฆษณา และประชาสัมพันธ์ การบริหารด้านการตลาด ศูนย์สรรพสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้าเครื่องสำอาง บริษัทวิจัยการตลาด รวมถึงธุรกิจอีเวนต์ ออแกไนเซอร์ และโรงเรียนสอนดนตรี ล่าสุด ยังสบโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญเมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่พงษ์ ให้ความเคารพนับถือ บอกขายที่ดีแปลงงามช่วงต้นถนนจันทน์ให้ เส้นทางธุรกิจในวงการพัฒนาที่ดินจึงเกิดขึ้นในความคิดของพงษ์ ทันที 
 
เจาะกลยุทธ์ “ลากกระเป๋าเข้าอสังหาฯ” ของ “พงษ์  อิงคสิทธิ์”
        “โอกาสธุรกิจอยู่รอบตัวเรา และในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ การเป็นนักธุรกิจนั้น เมื่อเราเห็นโอกาส ก็อดไม่ได้ที่จะลงมือทำ” พงษ์ ยืนยัน และลงมือดำเนินการ แต่โอกาสในครั้งนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องง่าย เพื่อนนักธุรกิจด้วยกันเองยังทักท้วงด้วยความเป็นห่วง ด้วยมองว่า สภาพเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่เอื้อต่อการลงทุนพัฒนาที่พักอาศัย ยิ่งเป็นหน้าใหม่ของวงการด้วยแล้ว อาจเจอปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ยังมีเรื่องของการสร้างแบรนด์สินค้าอีกเล่า..
       
       เปิดคัมภีร์การตลาดระดับซีอีโอ
       
       “อย่างแรก คือ ผมต้องมีความรู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” นี่คือ หัวใจสำคัญก่อนเริ่มทำอสังหาฯ พงษ์ บอกว่า การทำธุรกิจอะไรจะต้องรู้จริงในธุรกิจนั้น เขาใช้ประสบการณ์จากการทำกิจการผลิตกระเป๋ามาเป็นแนวทาง
       
       “อย่างเรื่องกระเป๋า ผมรู้ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับกระเป๋ามามากกว่า 20 ปี ผมรู้เรื่องรายละเอียด กระบวนการผลิต และแนวทางการตลาดเกี่ยวกับกระเป๋าต่างๆ มากกว่า 95% ผมสามารถขายไอเดีย สินค้า และแนวทางการตลาดไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ผมมุ่งมั่น และชัดเจนมาโดยตลอดก็คือ สินค้าต้องมีคุณภาพดี มีการออกแบบที่แตกต่าง และโดดเด่น โดยส่วนตัวแล้ว ผมทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา การทำธุรกิจต้องมีจรรยาบรรณ และไม่เอาเปรียบลูกค้า เราเน้นใช้การสร้างแบรนด์ ด้วยคุณภาพ คุณประโยชน์ และคุณธรรม ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเข้าหาลูกค้า” และนี่ก็เป็นหลักการเดียวกับการเข้ามาบุกเบิกธุรกิจพัฒนาที่ดินโครงการแรกของเขา Melanie Bangkok ถนนจันทน์-สาทร
       
       เมื่อเป็นหน้าใหม่ หัวใจแห่งคัมภีร์ธุรกิจที่พงษ์ ให้ความสำคัญ คือ “การหาความรู้” แหล่งเรียนรู้ชั้นดีอยู่ในหลักสูตรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (RE-CU) ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยม ทำให้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับมืออาชีพชั้นนำในวงการอสังหาริมทรัพย์มากมาย ทั้งที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ สถาปนิก นักการตลาด ดีไซน์เนอร์ และผู้รับเหมา
       
       ประการต่อมา คือ “การศึกษาตลาดเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย” พงษ์ใช้การลงพื้นที่สำรวจอย่างละเอียดในทำเลที่จะขึ้นโครงการ สิ่งที่พบ คือ ศักยภาพทำเลมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะถนนจันทน์ แม้ไม่ใช่สุดยอดทำเลทองใจกลางธุรกิจ แต่เป็นย่านพักอาศัยที่ใกล้แหล่งธุรกิจชั้นนำย่านถนนสาทร-สีลมมากที่สุด ผู้อยู่อาศัยบนถนนจันทน์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ย่านเก่า ซึ่งขยายตัวมาจากย่านถนนเจริญกรุง และเยาวราช จึงเป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อสูง เพราะเป็นเจ้าของกิจการหลากหลายประเภท รวมทั้งเป็นเจ้าของที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเพื่อการค้า นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้ต่างส่งผ่านกิจการครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นมายังลูกหลาน ซึ่งเป็นคนยุคใหม่ แต่ยังอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่เพื่อดูแลกิจการ นี่คือ กลุ่มเป้าหมายหลักของ “Melanie Bangkok” 
       
 

       “สร้างคอนเซ็ปต์สินค้า” เมื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขั้นต่อมา คือ การทำสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และมีความแตกต่าง ตรงตามความต้องการของลูกค้า หากไม่นับว่าทำเลถนนจันทน์ ให้ความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับกลุ่มเป้าหมาย คอนเซ็ปต์สินค้ายังจับเอาเรื่องของความเป็นส่วนตัวสูงสุดในการอยู่อาศัยใกล้ใจกลางย่านธุรกิจ เพราะเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ มีจำนวนยูนิตน้อย ให้บรรยากาศอบอุ่นสบายๆ ของการอยู่อาศัยสำหรับครอบครัว
       
       “ผมกล้าให้ในสิ่งที่หลายโครงการระดับเดียวกันไม่กล้า เพราะผมเชื่อในความแตกต่าง และเชื่อในการมอบคุณค่า และสิ่งที่ดีให้กับลูกค้า อย่างเช่น ยูนิตพื้นที่เล็กสุดของโครงการเริ่มที่ 27 ตารางเมตร แต่ผมออกแบบให้มีเบย์ วินโดว์ ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งภายใน และมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มด้วย โครงการยังคัดสรรวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอย และการตกแต่งที่ตอบรับสไตล์คนรุ่นใหม่จริงๆ พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนที่นิยมใช้กับโครงการหรูหรา เราก็นำมาใช้กับเมลานี แบงคอก ถามว่า ต้นทุนสูงขึ้นหรือเปล่า แน่นอนสูงขึ้น แต่นั่นคือ ความคุ้มค่าของผู้อยู่อาศัย”
       
       

       
       นี่คือ คำยืนยันจากซีอีโอธุรกิจเครื่องหนัง ผู้ซึ่งลากกระเป๋าที่อัดแน่นด้วยคุณภาพการทำงานเข้าสู่การเริ่มต้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก
       
       หัวใจสำคัญประการต่อมา คือ “การใช้การตลาดสร้างแบรนด์” เป็นกุญแจความสำเร็จทางธุรกิจสำคัญมากที่พงษ์ นำมาใช้กับการพัฒนาโครงการเมลานี แบงคอก ใช้เครื่องมือสื่อสารทางการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ และตัวผู้ประกอบการถูกนำมาใช้อย่างครบวงจรแบบ 360 องศาทั้งแผนงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์เจาะเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรมออนกราวด์ งานสื่อสารออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย
       
       มีคำถามตัวโตๆ จากเพื่อนนักธุรกิจด้วยกันที่ทักท้วงด้วยความห่วงใยว่า การลงทุนกว่า 500 ล้านบาท กับโครงการคอนโดมิเนียมในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันนี้น่าจะมีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก แต่ทว่า คำตอบจากซีอีโอผู้มากประสบการณ์คนนี้กลับมองว่า “นี่คือ โอกาสธุรกิจ เรื่องอสังหาฯ ไม่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ อสังหาฯ คือ โลเคชั่นอย่างเดียวเท่านั้น ผมมั่นใจว่า โครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย หลังจากโครงการผ่าน EIA เราจะเริ่มก่อสร้างทันทีช่วงต้นปี 2560” .
       
       
*************************

       
       
เล่าเรื่องเบื้องหลัง

       
       พงษ์ เป็นนักธุรกิจมากประสบการณ์ เวลาเกือบ 30 ปีในวงการธุรกิจบ่มเพาะวิสัยทัศน์ และสายตาอันเฉียบคมในทางธุรกิจ ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน เขาทำธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง เริ่มต้นเมื่อเขาตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าช่วง 10 ปีแรกของการทำงานต้องเป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อก้าวไปถึงเป้าหมายการเป็นเจ้าของกิจการของตนเองในที่สุด
       
       หลังจากเรียนจบคณะบริหารธุรกิจการตลาดจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พงษ์จึงเข้ามาคลุกคลีอยู่ในแวดวงการตลาดตามสายงานที่เรียนมา โดยทำงานให้กับบริษัทตัวแทนโฆษณาแห่งหนึ่งดูแลลูกค้าหลากหลายธุรกิจ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การวางแผนธุรกิจ ใช้การตลาดสร้างแบรนด์สินค้า กระทั่งย้ายมาดูแลการตลาด และสร้างแบรนด์ให้กับกลุ่มธุรกิจวังเพชรบูรณ์ เจ้าของโครงการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (ปัจจุบัน คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์) ก่อนจะมารับงานบริหารภาพลักษณ์ และกำหนดตำแหน่งทางการตลาดใหม่ให้กับสินค้าเวชสำอางแพนคอสเมติก ใช้การตลาดครบวงจรมาเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ให้สินค้าฮิตติดตลาด จากนั้น เขาเปลี่ยนแนวทางมาจับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่ไม่ใช่คนชอบดื่มชอบเที่ยว และไม่สูบบุหรี่ แต่ก็สามารถก่อร่างสร้างแบรนด์วิสกี้ส์ ต่างประเทศให้เป็นที่รู้จักในตลาดเมืองไทย และสร้างมาร์เกตแชร์ได้ตามเป้าหมาย 

 
เจาะกลยุทธ์ “ลากกระเป๋าเข้าอสังหาฯ” ของ “พงษ์  อิงคสิทธิ์”
        ปี 2539 เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของพงษ์ เมื่อเขาแต่งงาน และมีความคิดว่า พร้อมแล้วสำหรับการสร้างกิจการของตนเอง ความคิดแรก คือ การมองกลับไปสู่พื้นฐานธุรกิจที่เขาเคยคุ้นมาตั้งแต่วัยเยาว์ นั่นคือ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจกระเป๋า และเครื่องหนัง ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวตั้งแต่สมัย คุณพ่อ เขากลับมาพร้อมกับแนวความคิดในการพัฒนาแบรนด์ของตนเองขึ้นมา แทนที่จะผลิตในรูปแบบ OEM สภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นไม่เอื้อต่อการริเริ่มลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น แต่พงษ์ กลับมองว่า นั่นคือ โอกาส หากสามารถทำธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ได้ นั่นแปลว่า เขาสามารถผ่านจุดตกต่ำที่สุดของวงจรเศรษฐกิจแล้ว
       
       “สภาพเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเริ่มธุรกิจ ผมมองว่า อยู่ที่ความพร้อมของตัวเองมากกว่า คุณรู้ในสิ่งที่คุณจะทำมากพอหรือยัง คุณเห็นโอกาสที่จะทำมันให้เติบโตหรือไม่ คุณมีเงินทุนพอจะรับความเสี่ยงที่น่าจะเกิดขึ้นในระดับใด และคุณเห็นคนที่จะเป็นลูกค้าของคุณชัดเจนหรือยัง ถ้ามีพร้อมที่พูดมา คุณทำธุรกิจได้” พงษ์ บอกว่า เพียง 2 ปีหลังจากการเปิดรับงาน OEM แบบรับจ้างผลิตกระเป๋าภายใต้ Corporate Brand ให้กับลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ การแข่งขันในขณะนั้น สูงมาก และราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า เขาจึงเริ่มสร้างแบรนด์ “ฮัสกี้ส์” ของตัวเอง และเปิดตัวสู่ตลาดโดยใช้กลยุทธ์ Premium Product เน้นคุณภาพของสินค้า การออกแบบ และประโยชน์ใช้สอยให้กระเป๋าฮัสกี้ส์ แต่ละใบเป็นตัวนำ และเป็นจุดเด่นทำให้ตัวสินค้าสามารถขายตัวของมันเองได้ ประกอบกับการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดครบวงจรมาเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
       
       ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี สำหรับการสร้างแบรนด์ฮัสกี้ส์ จนเป็นที่รู้จัก และมีลูกค้าที่เป็นสมาชิก Huskies อยู่ 30,000 ราย ส่งผลให้ปัจจุบันฮัสกี้ส์ เป็นแบรนด์กระเป๋าแฟชั่น กระเป๋าเดินทางชั้นนำคุณภาพมาตรฐานสากลที่ตลาดต่างประเทศให้การยอมรับ
       
       แม้แต่คนไทยในยุคนี้ก็อาจคิดว่า “ฮัสกี้ส์” เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพจากต่างประเทศโดยหารู้ไม่ว่า ทั้งโรงงานผลิต และโชว์รูมสินค้าตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 กรุงเทพมหานคร นี่เอง